New Movies :

post:

ขับเคลื่อนโดย Blogger.

พระป๊อก โค้ชฟุตบอลผ้าเหลือง ที่พึ่งของเยาวชน



พระป๊อกเริ่มสร้างทีมฟุตบอลเยาวชนขึ้นเมื่อ 20 ปีก่อน โดยชักชวนเด็ก ๆ ในชุมชนมาฝึกเล่นกีฬา พร้อมทั้งจัดการแข่งขันยุวธรรมลีกขึ้น เพื่อเปิดโอกาสให้เด็ก ๆ ที่ด้อยโอกาสได้ทำกิจกรรมที่พวกเขารัก รวมทั้งได้เข้าเรียนโรงเรียนกีฬาที่มีมาตรฐานด้วย 


          สิ่งที่เห็นได้ชัดจากความพยายามของพระป๊อก หรือ ที่ชาวบ้านแถบนั้นเรียกกันว่า เจ้าป๊อก คือการทำให้เยาวชนที่เคยมีเรื่องมีราวกันมาก่อน ลืมความโกรธแค้นที่มี และกลับกลายมาเป็นเพื่อนร่วมทีมที่เข้าอกเข้าใจกันได้ ซึ่งท่านบอกว่าเป็นความภาคภูมิใจที่ถือว่าเดินมาถูกทางแล้ว ชาวบ้านในย่านนั้นต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ท่านคือความหวังของชุมชนที่ทุกคนต่างไว้ใจ ท่านช่วยเหลือและพัฒนาเด็ก ๆ ในชุมชนได้อย่างเห็นผล เพราะเด็ก ๆ เหล่านั้นล้วนเติบโตอย่างมีพัฒนาการทางความคิดที่ดีขึ้น ซึ่งเป็นการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ไม่ไปมั่วสุมยาเสพติด ก่ออาชญากรรม หรือทะเลาะเบาะแว้งกันอีก



          แม้วันนี้จะได้ โค้ชพิพัฒน์ อารีการ มาคอยช่วยดูแลสอนฟุตบอลให้กับเด็ก ๆ แต่พระป๊อกก็ยังคงต้องทำหน้าที่ฝึกการเป็นประตูให้กับเด็ก ๆ เนื่องจากยังไม่มีโค้ชมาช่วยสอนในตำแหน่งนี้ ซึ่งท่านบอกว่า เมื่อก่อนท่านก็ลงมือสอนเด็ก ๆ ด้วยตัวท่านเอง เพราะยังหาโค้ชไม่ได้ เมื่อมีโค้ชมาช่วยแบ่งเบา ท่านก็ลดหน้าที่ลงมาสอนประตูแทน เพราะท่านก็ต้องสำรวมกิริยาด้วย บ่อยครั้งที่พระป๊อกต้องศึกษาวีซีดีการสอนฟุตบอล โดยเฉพาะการสอนตำแหน่งประตู เพื่อนำไปพัฒนาต่อยอดให้กับเด็ก ๆ ซึ่งวีซีดีเหล่านั้นส่วนใหญ่ได้มาจากทีมฟุตบอลทีมอื่นถวายมานั่นเอง





 แต่หากถามถึงความสวนทางกันระหว่างพระสงฆ์กับฟุตบอล พระป๊อก บอกว่าให้ดูที่เจตนา เพราะสิ่งที่ท่านทำอยู่ทุกวันนี้คือการทำเพื่อเด็ก ๆ ให้เรียนรู้ความมีระเบียบวินัย และน้ำใจนักกีฬา ไปพร้อม ๆ กับการมุ่งมั่นตั้งใจ ที่ทำให้ห่างไกลจากสิ่งยั่วยุ โดยพระป๊อกได้ทุ่มเทแรงกายแรงใจสร้างสนามฟุตบอล และสถานที่เก็บตัวไว้สำหรับเด็ก ๆ ซึ่งการเข้าเก็บตัวท่านจะเป็นผู้เดินทางไปรับเยาวชนเหล่านั้นจากบ้าน เพื่อรับรองกับผู้ปกครองด้วยตนเอง

          และเมื่อเกือบทั้งหมดของคนในพื้นที่นั้นเป็นมุสลิม ท่านจึงจัดพื้นที่ภายในวัด ให้เด็ก ๆ ชาวมุสลิมที่มาเก็บตัวได้ทำละหมาดด้วย เพราะท่านเชื่อว่าศาสนาคือเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจที่มีจุดมุ่งหมายเดียวกัน คือสอนให้ทุกคนเป็นคนดี ดังนั้นสถานที่จึงเป็นเพียงสิ่งสมมุติที่ไม่สามารถแบ่งแยกได้ว่าซีกไหนเป็นพุทธซีกไหนเป็นอิสลาม ในขณะที่เด็ก ๆ ทำพิธีละหมาด พระในวัดเองก็ทำวัตรเย็นไปได้พร้อม ๆ กัน 


นอกจากจะเก็บตัวฝึกหัดให้เด็ก ๆ ได้เล่นฟุตบอลแล้ว ตอนเช้าพระป๊อกยังปลุกเด็ก ๆ ชาวพุทธให้ออกไปเดินบิณฑบาตกับท่านด้วยเพื่อให้รู้จักคุณค่าของสิ่งที่ได้รับจากชาวบ้าน รู้จักกินรู้จักใช้อย่างประหยัด อีกทั้งยังฝึกความเป็นระเบียบรู้จักตื่นให้เป็นเวลา และการต้องดูแลเด็ก ๆ หลายสิบชีวิต ก็ไม่ได้ทำให้พระป๊อกเหน็ดเหนื่อย ท่านกลับบอกว่าการที่พระอายุ 50 กว่า ต้องดูแลเด็ก ๆ วัยกำลังซนหลายสิบชีวิต มีการปรับตัวให้เข้าใจกัน มีความผูกพันกัน คือสิ่งที่ทำให้ท่านรู้สึกสดชื่น อีกทั้งการสอนฟุตบอลให้กับเด็ก ๆ นั้นไม่ได้มีจุดมุ่งหมายเพื่อชัยชนะ แต่มีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาจิตใจของเด็ก ๆ ต่างหาก

          แม้ว่าจะต้องดูแล คอยให้ความรู้ คอยสั่งสอนอบรมบ่มจิตใจกับเด็ก ๆ เยาวชน แต่พระป๊อก ก็ไม่ได้ละเว้นหน้าที่ในทางธรรม ท่านยังคงดูแลวัดป่าท่านุ่น และเผยแพร่ธรรมะแก่พุทธศาสนิกชนอยู่เสมอ ชาวบ้านแถวนั้นต่างก็ตื้นตันใจในสิ่งที่พระสงฆ์รูปนี้ทุ่มเทเพื่อวัดและคนในชุมชน เรียกได้ว่า พระป๊อก คือพระนักพัฒนาตัวจริง ที่ประสบความสำเร็จในการเข้าถึงเด็ก ๆ ในชุมชน และปลูกฝังความดีงามในจิตใจให้เยาวชนได้อย่างราบรื่น โดยไม่มีเส้นกั้นระหว่างศาสนาใด ๆ 



ที่มา : kapook

รีวิวเต็มๆ คอนเสิร์ตJason Mrazคำว่า “LOVE” ความทรงจำกลางถนนข้าวสาร(ชมภาพ)



เจสัน มราซ


เมื่อ 3 ปีที่แล้ว...


ขณะที่ผมนั่งบนแท็กซี่ ผมหยิบแพ็กเกจซีดีอัลบั้ม “We Sing. We Dance. We Steal Things”ของนักร้องที่ชื่อออกเสียงแปลกๆอย่าง เจสัน มราซ(Jason Mraz)  ที่เพิ่งซื้อจากร้านขายซีดีเจ้าดังในย่านสยามสแควร์ออกมาพิจารณาอย่างตั้งใจ

ในไม่ช้าแพ็กเก็จซีดีแผ่นสีขาวที่สกรีนปกเป็นลายเส้นการ์ตูนเรียบง่ายรูปใบหน้าคนหน้าแผ่นนี้ จะตกถึงมือ “ใครคนหนึ่ง” ซึ่งผมตั้งใจจะซื้อเป็นของขวัญวันเกิดให้เธอ เพราะเธอชอบงานของศิลปินผู้นี้เป็นอย่างมาก

เรานัดเจอกันที่ถนนข้าวสาร เมื่อแท็กซี่ใกล้จะถึงจุดหมายแล้ว เสียงโทรศัพท์ของ “ใครคนหนึ่ง” ดังขึ้นมา...

“เราอาจจะไปช้าสักหน่อยนะแก เกิดเรื่องเล็กน้อย...”

คำว่า “เล็กน้อย” ของเธอ ไม่เล็กน้อยอย่างที่คิด เพราะบทสนทนาที่ตามมายาวยืดจนต้องลงจากรถแท็กซี่ในขณะที่หัวไหล่ยังคีบโทรศัพท์คุยกับเธออยู่

ผมลงจากรถแท็กซี่แล้วกำลังเดินเข้าไปยังร้านนั่งดื่มที่เรานัดกันไว้

เสียงเพลง“I’m Yours” เพลงดังที่เปรียบเสมือนเพลงชาติของเจสัน มราซ ดังขึ้นมาในร้าน


อัลบั้ม “We Sing. We Dance. We Steal Things”

อ้าวเฮ้ย!  ลืมซีดีเจสัน มราซ ไว้บนรถแท็กซี่…ผมสบถขึ้นมาในใจ


ซีดีของเจสัน มราซ หายไปพร้อมกับเธอคนนั้น, ท้ายที่สุดแล้ว ในค่ำคืนนั้น เธอไม่มาที่ถนนข้าวสาร

และหายไปจากชีวิตของผม ตั้งแต่วันต่อมาเป็นต้นไป...

...

ผ่านไปหลายปี ชีวิตการฟังเพลงของผม ได้โคจรมาพบกับเจสัน มราซอีกครั้ง

หน้าปกซีดีอัลบั้ม “Love Is a Four Letter Word” ที่ลดรูปอักษรภาษาอังกฤษคำว่า LOVE  ให้กลายเป็นรูปทรงเรียบง่ายสีสันสดใสทั้ง สี่เหลี่ยมผืนผ้า, วงกลม, สามเหลี่ยม และสี่เหลี่ยมจัตุรัส

อัลบั้ม “Love Is a Four Letter Word” 


นี่คืออัลบั้มล่าสุดของ เจสัน มราซ ครับ


ใช่ครับ, ผมเห็นด้วยกับชื่ออัลบั้ม คำว่า LOVE(รัก) ประกอบด้วยอักษรเพียง 4 ตัว

ช่างเรียบง่ายแต่เต็มไปด้วยความงดงามเสียเหลือเกิน

แต่ HATE(เกลียด) ก็ประกอบด้วยตัวอักษร 4 ตัวเช่นกัน ใช่หรือไม่?



ในที่สุด หลังจากที่เจสัน มราซ เคยวางแผนที่จะมาเล่นคอนเสิร์ตที่เมืองไทยเมื่อช่วงปลายปีพ.ศ.2554 แต่ต้องยกเลิกไปเพราะภาวะน้ำท่วมในบ้านเรา

มาคราวนี้ ผืนดินเมืองไทยแห้งแล้ว เจสัน มราซจึงมีโอกาสได้มาแสดงคอนเสิร์ตที่บ้านเราในชื่อคอนเสิร์ต “Jason Mraz Tour Is a Four Letter Word”(เจสัน มราซ ทัวร์อีสโฟร์เล็ตเตอร์เวิร์ด) ในวันที่ 16 มิถุนายน 2555 ณ อิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานี

งานนี้ผมก็มากับเขาด้วย เพราะข้อความจาก “คนแปลกหน้า” ที่ส่งมาถึงผมในเฟซบุ๊ค...

ข้อความนั้นเป็นของ “เธอ” คนที่พลาดนัดที่ถนนข้าวสารเมื่อ 3 ปีที่แล้ว เธอส่งข้อความมาสั้นๆว่า

“ไปดูเจสัน มราซ ด้วยกันนะ”

...

ท่ามกลางสายฝนก่อนที่คอนเสิร์ตจะเริ่ม เราทั้งสองพบกันก่อนเวลาเล็กน้อย การที่คนสองคนไม่ได้เจอกันหลายปี ในตอนแรกผมคิดว่า ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะต้องวางตัวไม่ถูกแน่นอน แต่เอาเข้าจริง เหมือนว่าเราทั้งสองคนผ่านอะไรมาเยอะจนจริตของความตื่นเต้นหายไปหมด จึงทักทายกันแค่เพียงว่า สวัสดี เป็นอย่างไรบ้าง? ก่อนที่จะคุยกันยาวถึงช่วงเวลาที่เราทั้งสองคนต่างเดินคนละเส้นทาง


คอนเสิร์ตของเจสัน มราซ เจ้าพ่อเพลงอะคูสติก เริ่มต้นขึ้นด้วยเพลง “93 Million Miles” อันเป็นระยะห่างระหว่างดวงอาทิตย์และโลก ซึ่งเป็นการเริ่มต้นที่น่าสนใจ เพราะชวนให้นึกถึงชั่วโมงแรกเริ่มของวัน ที่แสงจากดวงอาทิตย์ที่มาจากแดนไกล ส่งสัญญาณมาบอกเราว่า ได้เวลาที่จะเริ่มต้นสิ่งดีๆขึ้นแล้ว

เพลงของเจสัน มราซ มักจะแฝงมุมมองดีๆในการมองโลกเสมอ ถัดจากเพลงเกริ่นนำคอนเสิร์ตแล้ว เจสัน มราซ พาเดินทางกลับสู่พื้นโลกด้วยเพลง “The World As I See It” ที่ฉากหลังเต็มไปด้วยแลนสเคปสวยๆของพื้นโลก ซึ่งเป็นที่รู้กันดีว่า เจสัน มราซ สนใจเคลื่อนไหวทางสังคมในประเด็นเรื่องสิ่งแวดล้อมมานานแล้ว

“It’s not hard for me to love you
hard for me to love you because you are the world to me”

“มันไม่ยากที่ฉันจะรักเธอ เพราะเธอเป็นโลกทั้งใบของฉัน

พอประโยคนี้ของเพลงเปิดขึ้น เราสบตากันโดยไม่ได้ตั้งใจ...

พอถึงเพลงที่สาม เจสัน มราซ เริ่มเรียกร้องให้แฟนเพลงนับหมื่นที่มากันเต็มอารีน่าปรบมือไปพร้อมกัน แล้วเพลง "The Dynamo of Volition" ก็บรรเลงออกมาด้วยทำนองที่ชวนโยกเบาๆ


พูดถึงดวงอาทิตย์และโลกแล้วคราวนี้เจสัน มราซ ได้พูดถึงพระจันทร์ดวงสวยในเพลง“Bella Luna” ทำนองชวนซึ้งมากๆ

เพลงต่อมา เจสัน มราซยังชี้ชวนให้มองความรักในแง่บวกด้วยเพลงจังหวะสบายๆอย่าง “Everything Is Sound” ที่ชักชวนให้ทุกๆคนลืมความทุกข์ใจแล้วออกมาร้องเพลงกัน

ความหวานยังถูกละเลงในคอนเสิร์ตต่อไปด้วยเพลง“The Freedom Song” ชวนให้นึกถึงทะเล หาดทราย สายลม สองเรา ต่อด้วยเพลงเนื้อหาออกแนวปรัชญาอย่าง“Only Human” สื่อสารว่ามนุษย์เป็นเพียงส่วนหนึ่งของธรรมชาติเท่านั้น ตามด้วยเพลง “Be Honest”

จบจากเพลงนี้ ทันทีที่ท่อนอินโทรขึ้นมา “เธอ” ที่นั่งอยู่ข้างๆบอกกับผมว่า มาร้องเพลงนี้ด้วยกันดีไหม?

เพลงที่ว่าคือเพลง “Lucky” ซึ่งเป็นเพลงที่คนไทยค่อนข้างจะคุ้นและร้องตามกันได้

“Lucky I′m in love with my best friend
Lucky to have been where I have been
Lucky to be coming home again”

“โชคดีจริงๆที่ฉันตกหลุมรักเพื่อนที่แสนดี
โชคดี จริงๆที่ฉันอยู่ตรงนี้
โชคดี ที่ฉันจะได้กลับบ้านอีกครั้ง”

เราร้องท่อนนี้พร้อมกันแล้วนึกถึงคืนวันเก่าๆที่คุ้นเคย


คอนเสิร์ตเริ่มไหลไปเรื่อยๆความคุ้นชินของเราทั้งสองคนมีมากขึ้นเรื่อยๆเราเริ่มโยกเบาๆกับเพลงชิลล์ๆอย่าง“Make It Mine” แล้วต่อด้วยเพลง “Frank D. Fixer”ที่เจสัน มราซบอกว่าเขาอุทิศเพลงนี้ให้กับคุณปู่ของเขา จากนั้นก็เป็นเพลงจังหวะสนุกๆอย่างเพลง “The Remedy” ที่หากฟังทำนองอย่างตั้งใจ เราจะนึกถึงเพลงดังบ้านเราอย่างเพลง “ชายกลาง” ที่แสตมป์และสิงโต นำโชคบอกว่าได้รับแรงบันดาลใจมาจากเพลงของเจสัน มราซเพลงนี้

พอมาถึงเพลง “Mr. Curiosity” เจสัน มราซเดนไปที่เปียโน แล้วค่อยๆใช้มือพรมลงบนแป้นเปียโนแล้วครวญเพลงซึ้งๆปนเศร้าซึมลึกในทำนองออกมาสะกดผู้ชมในอิมแพ็ค อารีน่า ต่อด้วย “The Woman I Love” ซึ่งเป็นเพลงที่ควรจะมอบให้กับใครสักคนที่เรารักจริงๆ

มาถึงเพลงที่ชี้ชวนให้ชมความสวยงามท่ามกลางความสัมพันธ์ที่ยุ่งเหยิงอย่างเพลง“Beautiful Mess” ดูจะตัดกับเพลงอารมณ์แจ๊ซอย่างเพลง “Unfold” เพลงต่อมาสักหน่อย

เริ่มเข้าสู่ช่วงท้ายๆเข้าทุกที เจสัน มราซได้เล่นเพลงดังในอัลบั้มล่าสุดของเขา “Love Is a Four Letter Word” อีกเพลง นั่นคือ “I Won’t Give Up”

“I see that you′ve come so far
To be right where you are
How old is your soul?”

“ฉันรู้ว่าเธอเดินทางมาไกลแสนไกล
เพื่อที่จะมายืนอยู่ตรงนี้
จิตวิญญาณเธอมีอายุเท่าไหร่แล้วนะ?”

ท่อนแรกๆของเพลง ทำให้ผมอยากจะถามเธอด้วยคำถามเดียวกันกับเพลงเสียเหลือเกิน


จากนั้นผมรู้สึกว่าสมองผมรู้สึกโล่งๆเพลงของเจสันมราซผ่านเข้ามาในหูไม่กี่เพลง เพลง “Butterfly” ชวนโยกแบบดิสโก้ บินผ่านไปอย่างรวดเร็วพร้อมกับเสียงของเจสัน มราซ ที่บอกผู้ชมว่า “ราตรีสวัสดิ์ครับ”

เขาหายไปหลังเวทีเพื่อที่จะออกมาอังกอร์อีกครั้งกับเพลง “You And I Both”, “I’m Coming Over”, “Living In The Moment”

และเมื่อถึงเพลงสุดท้าย อันเป็นเพลงเดียวกับที่ได้ยินที่ถนนข้าวสารในวันนั้น “I’m Yours” ดังขึ้นมา

ผมหยิบซีดีอัลบั้ม “We Sing. We Dance. We Steal Things” ยื่นให้เธอพร้อมกับพูดว่า

“แม้จะเป็นซีดีคนละแผ่นกับที่ลืมไว้ในแท็กซี่ในตอนนั้น แต่คนให้ ก็ยังเป็นคนเดิมนะ”

...

เรื่องราวในข้างต้น ที่คนสองคนที่จากกันไปแล้ว กลับมาเจอกันอีกครั้ง ด้วยเหตุผลที่ว่า มีความทรงจำที่ดีบางอย่างร่วมกัน อาจจะดู “เรียบง่ายจนเกินไป”(oversimplify) ไม่ต่างจากรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า, วงกลม, สามเหลี่ยม และสี่เหลี่ยมจัตุรัส ที่อยู่บนปกอัลบั้ม “Love Is a Four Letter Word” ที่ใช้เป็นคอนเซปต์ในการอธิบายคำว่า LOVE(รัก)

แต่ขอถามหน่อยเถิด หากหูของเราเดินผ่านเพลงที่คุ้นเคย สมองเคยนำพาให้คิดถึง “ใครบางคน” จนนิ้วมืออยากกดโทรศัพท์ไปคุยกับคนนั้นบ้างไหม?

คำว่า MISS(คิดถึง) ก็ประกอบไปด้วยอักษร 4 ตัวเหมือนกับคำว่า LOVE(รัก)

ถึงจุดนี้ ผมจึงค่อยๆพยายามลบคำว่า HATE(เกลียด) โดยกดปุ่ม Backspace ที่อยู่กลางสมองให้อักษรที่ประกอบสร้างคำนี้ขึ้นหายไปทีละตัว

แล้วเปิด “I’m Yours” ฟังอีกรอบ...

“Look into your heart and you’ll find love love love”

“มองเข้ามาที่หัวใจของฉัน แล้วคุณจะพบแต่คำว่า รัก, รัก และรัก”





***เรื่องนี้แต่งขึ้นโดยได้รับแรงบันดาลใจจากเรื่องจริงของคนใกล้ตัว แต่รายละเอียดของคอนเสิร์ต “Jason Mraz Tour Is a Four Letter Word”(เจสัน มราซ ทัวร์อีสโฟร์เล็ตเตอร์เวิร์ด) ในวันที่ 16 มิถุนายน 2555 ณ อิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานี ผู้เขียนได้บรรยายตามสภาพจริง

(ชมภาพเพิ่มเติม)












































ที่มา    matichon
 
Support : Creating Website | Johny Template | Mas Template
Copyright © 2011. อั๊ยยะ Thailand - All Rights Reserved
Template Modify by Creating Website
Proudly powered by Blogger